บทที่ 13 ฝันหวานอายจูบ
บทที่ 12
ฝันหวานอายจูบ
หลังจากทานอาหารเสร็จหญิงสาวก็มานอนแอ้งแม้งดูทีวีตามคำสั่งของผู้มีอำนาจในหนี้สินสิบห้าล้านบาทของเธอ
หล่อนไม่ชอบเลยกับการที่ต้องกินๆ นอนๆ โดนที่ไม่มีอะไรทำทั้งวัน ทั้งที่ปกติคนทั่วไปเขาชอบความสบายกันแท้ๆ แต่เพราะลำบากกับการเรียนและทำงานเสริมมามากจนกลายเป็นความเคยชิน
ดังนั้นตอนนี้การนั่งๆ นอนๆ ทั้งวันมันกลายเป็นอะไรที่น่าเบื่อไปแล้ว จริงอยู่ที่บางที่เธอก็โหยหาความสบายแต่ก็แค่บางทีเท่านั้น
“เธอใส่สเตย์ด้วยเหรอ”
พอได้ยินดังนั้นก็หันไปทางต้นเสียง ก่อนที่แทบจะช็อคเพราะเห็นว่าในมือของเขามันมีสเตย์รัดหน้าอกของเธออยู่
“นี่คุณเอามานะ” ว่าแล้วก็ลุกไปแย่งออกมาจากมือของเขา
พอเห็นว่าคนที่ถือมามองเธอและสเตย์สีดำนั่นด้วยท่าทีงงๆ อาการเขินอายของผู้หญิงเมื่อเห็นผู้ชายเก็บสิ่งปิดบังเรือนร่างชิ้นสำคัญจึงเกิดขึ้น แก้มเธอแดงมากจนจัสตินเห็นได้ชัด
“ใส่ทำไม อยากเป็นทอมเหรอไง ตอนแรกฉันก็หลงคิดว่าเธอแบนหน้าแบนหลังที่ไหนได้ล่ะ มีของดีซ่อนอยู่ข้างในจนคาดไม่ถึง” ว่าแล้วก็ลอบยิ้มแบบหยอกล้อ
และเมื่อเห็นว่าเธอหน้าแดงๆ ถ้าให้เขาเดาก็คงจะเกิดจากอาการเขินอายเพราะเธอกอดสเตย์ตัวนี้ไว้แน่น แถมยังไม่กล้าสบตาอีกด้วย
“หยุดพูดเถอะค่ะ ขอบคุณที่เก็บเสื้อผ้ามาให้ แต่ทีหลังไม่ต้องก็ได้นะคะ”
แก้เขินด้วยการรับตะกร้าผ้ามาจากเขา ถ้าหากเขาไม่เห็นเธอกอดสเตย์ตัวนี้แน่นแถมยังหลบตาในระหว่างคุย เขาคงต้องเข้าใจผิดว่าหญิงสาวไข้ขึ้นแน่ๆ
เธอเขินจนหน้าแดงออกขนาดนี้
“ว่าแต่ใส่ทำไมเหรอ”
รู้สึกอยากแกล้งคนกำลังเขินขึ้นมา หญิงสาวทำทีนั่งลงที่โซฟาซึ่งมันก็เป็นทั้งที่นอนของเธอ และที่นั่งเล่นของเจ้าของห้อง ทางจัสตินก็นั่งลงข้างๆ อย่างรอคำตอบ
“อยากรู้จริงๆ เหรอคะ”
เพราะกำลังเขินเลยไม่อยากจะคุยกับตัวต้นเหตุ
“อืม...” ยิ้มหวานรอคำตอบ
“คุณก็รู้ใช่มั้ยคะว่าทุกๆ ที่ทุกๆ ประเทศนั้นมีความอันตรายหมด ข่าวการฆ่าขมขื่นก็มีเยอะแยะ ฉันรู้นะคะว่าการใส่สเตย์รัดๆ บวกกับเสื้อยืดแขนยาวในฤดูร้อนนี่มันนรกชัดๆ เลย มันร้อนและอึดอัดสุดๆ แต่เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ฉันก็เลยต้องแต่งตัวแบบนี้ เพราะต้องไปไหนมาไหนคนเดียว กลับหอดึกๆ ฉันคิดว่าการที่ฉันแต่งตัวรัดกุมแบบนี้มันคงจะสร้างความปลอดภัยให้ตัวเองได้บ้าง ถึงฉันจะปิดมิดชิดทุกส่วน แต่ถ้าหากคนมันคิดจะข่มขืนยังไงมันก็ต้องทำ ฉันรู้ข้อนี้ดีอยู่แล้ว แต่เพื่อความสบายใจของตัวเอง ฉันเลยคิดว่ามิดชิดไว้ก่อนดีกว่า...”
ชายหนุ่มฟังไปก็เผลอยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกเอ็นดูคนตรงหน้าอย่างไม่รู้ตัว
เขาชักจะเชื่อแล้วว่าคนน่ารักทำอะไรมันก็จะน่ารักไปหมดทุกอย่าง ในขณะที่เล่าอาการเคอะเขินของหล่อนมันก็เริ่มจางๆ ลงเพิ่มมาก็คือสีหน้าหวาดระแวงยามเล่า แต่ทว่าก็ยังดูน่ารักในสายตาเขาอยู่ดี
“ระวังตัวดีจังนะ แต่เพื่อนฉันมันก็อยากได้เธอกันทั้งนั้น”
‘หมายถึงจีบรึเปล่านะ’
ครุ่นคิดในใจ แต่ก็จริงอย่างที่ชายหนุ่มพูด เคยมีผู้ชายหลายคนเข้ามาจีบเธอ แต่หญิงสาวก็ปฏิเสธอย่างสุภาพกลับไปทุกราย
“คงงั้นมั้งคะ” ตอบทั้งรอยยิ้มพร้อมกับพับผ้าไปด้วย
“ทำไมถึงไม่คบกับพวกนั้นล่ะ ที่นี่มีแต่คนรวยๆ”
คนที่กำลังพับผ้าอย่างอารมณ์ดีชะงักกึกขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินดังนั้น
หล่อนไม่รู้ว่าเขาแค่ถามเฉยๆ หรือถามแกมดูถูกดูแคลนเพราะคำถามของเขาถ้ามองในแง่ร้ายมันก็คล้ายๆ กับการดูถูกว่าทำไมคนจนๆ อย่างเธอถึงไม่เลือกคบกับคนรวยๆ พวกนั้น
ถ้ามองในแง่ลบก็จะออกมาแบบนี้ แต่โชคดีที่เธอมองกลางๆ ก็คือมองทั้งสองแง่จึงยังไม่เกิดอาการโมโหแต่อย่างใด
“ยังไม่อยากมีความรักค่ะ” ตอบตามตรง โดยไม่ได้หันมามองว่าในตอนนี้ท่าทีและสายตาของผู้ชายข้างๆ ที่มองมามันได้แปรเปลี่ยนไปจากหลายวันก่อนที่เจอกันแล้ว
“ทำไมล่ะ”
‘ทำไมวันนี้ถามเยอะจัง’
อดสงสัยไม่ได้ เพราะปกติเจ้าหนี้รูปงามของเธอคนนี้เขาแทบจะไม่พูดอะไรกับเธอเลยในแต่ละวัน
“ก็อยากรีบเรียนให้จบน่ะค่ะ แล้วอีกอย่างชีวิตของฉันมันก็ยุ่งมากๆ ด้วย เวลาจะไปเที่ยวกับเพื่อนยังไม่มีเลยค่ะ อย่าพูดถึงเรื่องมีแฟนเลย” และเธอก็เริ่มจะกลายเป็นคนพูดเยอะขึ้นเพราะคำถามของเขา
“อ๋อ...”
เขาตั้งหน้าตั้งตาฟังหล่อนมาก ทั้งนั่งเท้าคางและยิ้มละมุลละไมออกมาอย่างไม่รู้ตัว และทันใดนั้นเองหญิงสาวก็ได้หันมาเจอท่าทีอันอ่อนโยนของเขา เล่นเอาหัวใจเต้นรัวอีกแล้ว
ตึกตักๆ
‘หล่อจัง’
เธอหลบหน้าเขาแทบไม่ทันเมื่อได้ปะทะกับสายตาและท่าทางแบบนี้ของผู้ชายที่เธอเคยด่าว่าป่าเถื่อน แต่ตอนนี้กับตอนนั้นมันต่างกันราวกับคนละคน
สายตาและท่าทางเมื่อครู่มันอ่อนโยนและทำให้เขาดูหล่อมากจนเธอหันไปมองไม่ได้ เกิดอาการกลัวว่าตัวเองจะละลายหายไปกับพื้น
“เป็นอะไรเหรอ” พ่อหนุ่มผู้เจนจัดในเรื่องเซ็กส์กลายเป็นพ่อหนุ่มหน้าซื่อไปโดยทันที
เขาเห็นเธอมองเขาด้วยท่าทีอึ้งๆ แล้วหันหลบ จึงไม่รู้ว่าเธอหลบเพราะอะไร จึงยื่นหน้าเข้าไปถามใกล้ๆ
“ปะ...เปล่าค่ะ”
เอียงหน้าหลบอีกครา
“แล้วจะหลบทำไม หรือว่าที่หน้าฉันมีอะไรติดอยู่” คนถามก็ยิ่งอยากจะรู้ขึ้นมากกว่าเดิม จึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้เธอจนแทบจะชิดกัน
ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกัน ในขณะที่จิรัชญาจะหันไปพูดกับเขา ดังนั้นปลายจมูกของทั้งสองคนจึงชนกัน และก็ไม่เพียงปลายจมูกที่ชนกัน ตาของทั้งคู่ยังสบกันอีกด้วย
ก่อนที่จะเกิดความรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้ากันทั้งคู่ เพียงสบตากันไม่ถึงห้าวินราทีก็ทำให้เกิดอาการเคอะเขินขึ้นมาแปลกๆ
จิรัชญชารู้ดีว่าเธอกำลังเขิน เพราะได้สบตากับเขาจังๆ และใกล้ชิด แตกต่างจากอีกฝ่ายที่เขินหนักมากจนไม่กล้าหันไปมองเธอ แต่ก็ไม่รู้ตัวว่าตนเองเขินเพราะตั้งแต่โตขึ้นมามันคือความรู้สึกตกหลุมรักที่เขาไม่รู้จัก และไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง
“ฉันไปเก็บผ้าต่อนะ” พูดโดยไม่หันไปมองหน้าเธอ
“ค่ะๆ” คนตอบก็ไม่หันไปมองคนพูดเช่นกัน
ชายหนุ่มเดินออกมาที่ระเบียงได้ก็กุมมือจับที่หัวใจตนเอง รู้สึกว่าใจมันเต้นไม่ปกติอีกแล้ว หนำซ้ำคราวนี้ยังรู้สึกว่าหน้ามันร้อนแปลกๆ
‘อันตรายต่อใจฉันจริงๆ ยัยนี่ สักวันฉันต้องรู้ให้ได้ว่าทำไมถึงรู้สึกประหลาดๆ แบบนี้’
ยิ่งคิดก็อยากรู้ แต่ก็ได้แค่ใจเย็นๆ และหวังให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
‘โอ๊ย... เขินจัง’
ทางด้านคนที่นั่งอยู่ก็ยังคงรู้สึกเคอะเขินอยู่เหมือนกับเขา พลางคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ก็ทำให้เขินขึ้นมาอีกครั้ง จนต้องหยิบหมอนใบเล็กขึ้นมาจิกเหมือนกำลังฝันหวาน จากนั้นพอได้สติก็ตกใจกับการกระทำของตัวเองขึ้นมา ก่อนจะปาหมอนทิ้งไปในทันที
‘เป็นบ้าอะไรเนี่ยฉัน’
อดต่อว่าตัวเองไม่ได้ หลังจากนั้นเธอก็กลับเข้าโหมดปกติด้วยการนั่งดูรายการโทรทัศน์ต่อ และเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่อาจรู้ได้
พอถึงเวลาที่จะต้องไปเรียน จัสตินก็เตรียมตัวจะเดินออกจากห้อง ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดอยู่ที่ร่างบอบบางของคนป่วยที่นอนอยู่บนโซฟา
เหมือนกับมีแรงดึงดูดทำให้จัสตินเดินเข้าไปหาร่างนั้นทั้งที่เจ้าตัวก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเดินไปหาหล่อนด้วย รู้แต่ว่าต้องเดินไปและก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าของเธอ
ใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูน่าทะนุถนอมนั้น มันทำให้ชายหนุ่มอดที่จะจ้องมองด้วยความรู้สึกตกหลุมรักไม่ได้ (แต่เจ้าตัวยังไม่รู้เรื่อง จึงคิดว่าเป็นเพียงความรู้สึกแปลกๆ)
สายตาคมๆ ในแบบชาวอเมริกันของเขาจ้องมองไปทั่วใบหน้าขาวนวลจนมาหยุดใจจดใจจ่ออยู่ที่เรียวปากอวบอิ่ม ที่ตอนนี้มันบวมแดงขึ้นมาเล็กน้อยนั่นก็เป็นเพราะพิษจูบอันรุนแรงของเจ้าตัว ซึ่งเขาก็รู้ว่าที่ปากหล่อนแดงขนาดนี้ ก็เพราะว่าเขาทำ
ไม่เพียงแต่จะคิดอยู่เฉยๆ ความรู้สึกหลงรักที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ของเจ้าตัวได้ทำสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าในชาตินี้จะได้ทำแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน
และนั่นก็คือการประทับริมฝีปากอย่างอ่อนโยนและทะนุถนอม
ริมฝีปากหยักสวยได้รู้ของหนุ่มลูกเสี้ยวประทับไปที่เรียวปากอวบอิ่มสีเชอรี่ของคนป่วยอย่างเบาบางที่สุด ประกบริมฝีปากจูบแบบนั้นเพียงชั่วครู่ ก่อนที่จะถอนริมฝีปากออกมา จากนั้นก็ยกยิ้มขึ้นด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบหัวใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ชายหนุ่มได้เดินออกไปจากห้องพักสุดหรูของตนเองด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ซึ่งมันก็เป็นครั้งแรกที่เจ้าตัวเดินออกมาจากห้องพักด้วยรอยยิ้มที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะมันไม่ใช่เพียงรอยยิ้มธรรมดาๆ แต่ทว่านี่คือรอยยิ้มของคนที่กำลังมีความรัก...
ไม่ใช่เพียงจัสตินที่กำลังมีความสุข ด้านคนที่กำนอนหลับฝันดีอยู่ก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการเคอะเขิน เนื่องจากเจ้าหล่อนนั้นฝันว่าตนกำลังนอนหลับอยู่บนเปลสีขาวที่ถูกผูกไว้กับต้นไม้
โดยที่เบื้องหน้าเป็นทะเลสีฟ้า บรรยากาศเย็นสบายทั้งสวยงามทั้งโรแมนติก ในฝันนั้นเธอกำลังพริ้มหลับอย่างมีความสุขสุดๆ จากนั้นจัสตินก็เดินมาหาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนแสนหวานที่พอเห็นแล้วก็ทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
จากนั้นชายหนุ่มก็ประทับจูบเธออย่างอ่อนโยนและหวานละมุล ก่อนที่เขาจะเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม
“ยัยบ้าเอ๊ย! ฝันอะไรเนี่ย น่าอายชะมัด ท่องไว้ๆ ว่าแกมันก็แค่นางบำเรอกับลูกหนี้ เขามันเป็นเจ้าหนี้ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เราไม่มีวันเอื้อมถึง และไม่มีวันที่คิดจะเอื้อม อยู่ๆ ไปฝันบ้าๆ แบบนั้นได้ไงเนี่ย แถมฝันเหมือนจริงชะมัด เหมือนถูกจูบจริงๆ”
ผู้หญิงขรึมๆ ที่พูดน้อยกลับกลายเป็นผู้หญิงพูดมากทันทีเมื่อเจอฝันหวานๆ นี้เขาไป
เธอได้แต่พึมพำบอกตัวเองให้หายเขินอายกับสิ่งที่ฝันถึงอยู่นานสองนาน แต่ทำไมใจเจ้ากรรมมันกลับทรยศต่อการกระทำทั้งที่พยายามบอกกับตัวเองว่ามันเป็นฝันที่เป็นไปไม่ได้ แต่ทำไมใจของเจ้าหล่อนมันรู้สึกอิ่มสุข และมีความอยากจะฝันต่อแบบนี้ ราวๆ กับว่ามันเป็นฝันที่ดีที่สุด
“บ้าๆ ฝันประหลาดต่างหากไม่ใช่ฝันดี”
ยังคงย้อนแย้งกับตัวเองทั้งที่หารู้ไม่ว่าฝันนี้มันกลายเป็นจริงไปตั้งแต่ก่อนที่เธอจะตื่นขึ้นมานั่งบ่นคนเดียวเสียแล้ว...
